สำหรับใครที่อยากส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศหรือการสั่งสินค้าเข้ามานั้น เราจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

เราจะมาเริ่มจากค่าใช้จ่ายที่ฝั่ง Origin กันก่อนนะครับ ซึ่งค่าใช้จ่ายเริ่มแรกเลยก็คือ ค่าบรรจุสินค้าหรือค่าแพ็คสินค้านั่นเอง ถ้าเราไม่มีส่วนนี้ สินค้าเราก็จะเกิดความเสียหายได้ง่ายในระหว่างการขนส่ง พอเราแพ็คสินค้าเสร็จแล้วนั้นเราก็จะต้องจองรถเพื่อมารับสินค้าเพื่อไปยังท่าเรือหรือสนามบิน ซึ่งการขนส่งนั้นก็จะมีแบบ FCL, LCL. ในกรณีที่เราส่งสินค้าในรูปแบบ FCL เรานั้นก็จำเป็นต้องจองรถหัวลากไปรับตู้คอนเทนเนอร์แล้วมารับสินค้า แล้วไปส่งยังท่าเรือ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็จะเรียกว่า ค่าขนส่งภายในประเทศ พอเราเรียกรถมารับสินค้าแล้วนั้น สินค้าของเรานั้นก็ยังไม่สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ เพราะว่า เรานั้นต้องมีเอกสารในการส่งออกก่อน ไม่ว่าจะเป็น Invoice และ Packing List ที่ระบุว่าสินค้าที่เราส่งออกนั้นคืออะไร มีมูลค่าเท่าไหร่ และยังต้องมีใบขนสินค้าขาออก ซึ่งสามารถจ้างบริษัท Freight Forwarder จัดการเรื่องเอกสารในการส่งออกได้ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็จะเรียกว่า ค่าเอกสารในการส่งออก พอจัดการเรื่องเอกสารเสร็จสิ้นแล้วด่านต่อไปที่เราจะต้องเจอก็คือ ด่านศุลกาการ ซึ่งด่านนี้ก็จะตรวจสอบอย่างละเอียดว่า สินค้าที่จะส่งออกนั้นคืออะไร ผู้ส่งออก/ผู้รับสินค้าเป็นใคร ส่งออกไปประเทศไหน พอตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว สินค้าก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็จะเรียกว่า ค่าผ่านพิธีการศุลกากร ขั้นตอนการส่งสินค้าที่ฝั่งต้นทางนั้นเริ่มเสร็จสิ้นแล้ว ต่อมาจะเป็นเวลาที่รถส่งสินค้าเข้าไปในท่าเรือแล้ว ก็จะมีค่า THC (ค่าการจัดการในท่าเรือ), SEAL (ที่ล็อคตู้คอนเทนเนอร์) และ BL (ใบตราส่งสินค้า) ซึ่งก็จะเป็นค่า Local charge จากทางท่าเรือ

ต่อมา เราจะมาพูดถึงค่าใช้จ่ายระหว่างการขนส่งกัน ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็คือ ค่าใช้จ่ายในการจองระวางเรือ ถ้าเราเป็นผู้ส่งออก เราจะจองระวางเรือได้ที่ไหน แล้วทำยังไง ซึ่งเรานั้นสามารถจองได้ง่ายๆเลยก็คือจองผ่านสายเรือโดยตรงหรือผ่าน Freight forwarder ก็ได้ โดยผู้ให้บริการเหล่านี้ก็จะถามรายละเอียดสินค้าในการส่งออก ได้แก่ ท่าเรือต้นทาง ท่าเรือปลายทาง ชื่อสินค้า พิกัดอัตราศุลกากร (H.S. Code) น้ำหนัก และรายละเอียดอื่นๆของสินค้า พอได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว ผู้ให้บริการก็จะทำการจองระวางเรือและส่งใบการจอง (Booking) ให้เรา เพื่อให้เรานั้นได้วางแผนในการโหลดสินค้า ซึ่งใน booking ก็จะมีระยะเวลา closing time ระบุไว้ เพื่อที่ทำให้ลูกค้านั้นส่งสินค้าไปที่ท่าเรือได้ตามระยะเวลาที่กำหนด

ต่อมาจะเป็นค่าใช้จ่ายฝั่งปลายทาง ก็จะประกอบไปด้วยค่า Local charge ฝั่งปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นค่า D/O, THC, Cleaning และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งแต่ละสายเรือจะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่เหมือนกัน ค่าผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้า และอากรขาเข้ากับภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า โดยพิกัดอัตราศุลกากรจะระบุอัตราภาษีและอากรขาเข้าของสินค้าแต่ละประเภท และอาจจะมีค่าอื่นๆอีก เช่น ค่าใบอนุญาตพิเศษ เช่น อย., มอก., ใบรับรองต่าง ๆ ค่า Demurrage (กรณีที่ตู้อยู่ในท่าเรือเกินระยะเวลาที่กำหนด) และ Detention (กรณีที่เอาตู้มาคืนท่าเรือเกินระยะเวลาที่กำหนด) และค่าใช้จ่ายสำหรับจองรถเพื่อมารับสินค้าจากท่าเรือไปส่งที่โรงงาน และค่าตรวจสอบสินค้า ในกรณีที่ทางเจ้าหน้าที่ที่ท่าเรือจะทำการสุ่มตรวจตู้ ทำให้ค่าใช้จ่ายนี้เกิดขึ้น